![]() |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
สาระน่ารู้การส่งออกถ่านไม้
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
มาตรการควบคุมการส่งออกถ่านไม้ ----------------------------------------------------------------- 1. มาตรการควบคุมการส่งออกถ่านไม้ 1.1 ความเป็นมา (แผ่นภาพที่ 1 ) 1.1.1 ประเทศไทยเรารู้จักใช้ฟืนและถ่านไม้มาเป็นเวลานานแล้ว โดยนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงให้ความร้อนด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการหุงต้มเพื่อประกอบอาหาร แต่โดยที่การใช้ฟืนนั้นจะมีปัญหาทั้งด้านควันและความสกปรกที่มีมากกว่าถ่านไม้ จึงทำให้ผู้ที่ใช้ฟืนหันมาใช้ถ่านไม้กันมากโดยเฉพาะในส่วนของครัวเรือน แม้ต่อมาจะได้มีการเอาแก๊สมาใช้ในการหุงต้ม ซึ่งให้ความร้อนได้ดีกว่าถ่านไม้มาก ทำให้การใช้ถ่านไม้ในครัวเรือนลดน้อยลง แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันการใช้ถ่านไม้ก็ยังคงมีบทบาทที่สำคัญอยู่ในครัวเรือนตามชนบท และการทำอาหารประเภทปิ้งย่างในสังคมเมือง ซึ่งนอกจากถ่านไม้จะได้มีการใช้ภายในประเทศแล้วยังเป็นสินค้าส่งออกที่ทำรายได้ให้ประเทศพอสมควร 1.1.2 กระทรวงพาณิชย์ได้เริ่มกำหนดมาตรการควบคุมการส่งออกถ่านไม้เป็นครั้งแรกตามพระราชกฤษฎีกาควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2493 โดยมาตรการดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2493 เป็นต้นมา พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2493 นี้ เป็นพระราชกฤษฎีกาที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมรายการสินค้าที่ควบคุมอยู่ก่อนแล้วตามพระราชกฤษฎีกาควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2490 จากเดิม (5) "ฟืนทุกชนิด เว้นแต่ฟืนไม้โกงกาง" เป็น "ฟืนและถ่านไม้ทุกชนิด" พระราชกฤษฎีกาทั้ง 2 ฉบับ ดังกล่าวข้างต้น เป็นพระราชกฤษฎีกาที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติควบคุมการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักซึ่งสินค้าบางอย่าง พุทธศักราช 2482 และมีผลให้ถ่านไม้ทุกชนิดเป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตในการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร มาตรการนี้จะไม่ใช้บังคับแก่กรณีที่นำติดตัวออกไปเพื่อใช้เฉพาะตัว หรือในกรณีที่ยานพาหนะนำออกไปเพื่อใช้ในยานพาหนะนั้นๆ หรือในกรณีที่นำออกไปเพื่อเป็นตัวอย่างเท่าที่จำเป็น [1] 1.1.3 ต่อมาเนื่องจากพระราชกฤษฎีกาควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่างที่มีผลใช้บังคับในขณะนั้นมีอยู่ทั้งสิ้นรวม 13 ฉบับ ซึ่งได้ควบคุมการส่งออกสินค้าไว้มากมายหลายรายการ กระทรวงพาณิชย์ (กระทรวงเศรษฐการในขณะนั้น) ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า สถานการณ์พอที่จะผ่อนคลายการควบคุมลงได้ และเพื่อให้การส่งออกสินค้าที่ควบคุมอยู่นั้นได้รับความสะดวกรวดเร็วในการส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ เป็นการส่งเสริมนโยบายเพิ่มพูนสินค้าขาออกของประเทศต่อไป รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการจึงได้ออกประกาศกระทรวงเศรษฐการ เรื่อง การอนุญาตให้ส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร ลงวันที่ 4 กันยายน 2501 อนุญาตให้ส่งสินค้าที่ระบุไว้ตามพระราชกฤษฎีกาทั้ง 13 ฉบับดังกล่าวออกไปนอกราชอาณาจักรได้ โดยไม่ต้องมีหนังสืออนุญาต เว้นแต่สินค้า 8 รายการ ที่ยังคงต้องขออนุญาตในการส่งออกอยู่ต่อไปตามเดิม ซึ่งสินค้าทั้ง 8 รายการที่ต้องขออนุญาตส่งออกดังกล่าวไม่มีถ่านไม้รวมอยู่ด้วย ดังนั้น ถ่านไม้ทุกชนิดจึงสามารถส่งออกได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตตั้งแต่นั้นมา 1.1.4 ในปี 2522 กระทรวงพาณิชย์ได้มีพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 ออกใช้บังคับแทนพระราชบัญญัติควบคุมการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง พุทธศักราช 2482 ในช่วงปี 2522-2523 ปรากฏว่าน้ำมันเชื้อเพลิงได้มีราคาสูงจึงมีผลทำให้แก๊สหุงต้มมีราคาเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40 ของราคาเดิม ทำให้ผู้ใช้แก๊สบางรายต้องหันมาใช้ถ่านช่วยในการประกอบอาหาร อันเป็นผลทำให้ถ่านมีราคาสูงตามไปด้วย [2] กระทรวงพาณิชย์จึงได้มีประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2522) ลงวันที่ 14 กันยายน 2522 กำหนดให้ถ่านไม้ทุกชนิดเป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ยกเว้นกรณีที่สินค้าได้ผ่านพิธีการตรวจสอบสินค้าจากเจ้าหน้าที่ศุลกากรก่อนวันประกาศนี้ใช้บังคับ หรือในกรณีที่นำติดตัวออกไปเพื่อใช้เฉพาะตัวหรือในกรณีที่ยานพาหนะนำออกไปเพื่อใช้ในยานพาหนะนั้น ๆ เท่าที่จำเป็น [3] ในการกำหนดมาตรการควบคุมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการขาดแคลนถ่านไม้สำหรับใช้ภายในประเทศ และเพื่อเป็นการตรึงราคาสินค้ามิให้สูงขึ้นไปอีก โดยที่ประกาศกระทรวงพาณิชย์ฯ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2522) ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 (1) แห่งพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 ได้กำหนดให้ถ่านไม้ทุกชนิดเป็นสินค้าต้องห้ามในการส่งออก จึงส่งผลให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ไม่มีอำนาจในการอนุญาตให้ส่งถ่านไม้ออกไปนอกราชอาณาจักรไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ๆ การอนุญาตให้ส่งออกจะกระทำได้โดยการนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุญาตเป็นรายกรณีไป 1.1.5 เนื่องจากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น ประกอบกับต่างประเทศมีความต้องการใช้ถ่านไม้ยางพาราซึ่งไม่เป็นที่นิยมใช้ภายในประเทศ ภายหลังจากที่ได้มีประกาศกระทรวงพาณิชย์ฯ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2522) ออกใช้บังคับได้เพียงประมาณ 1 เดือน กระทรวงพาณิชย์จึงได้ปรับปรุงมาตรการใหม่เป็นการควบคุมโดยต้องขอรับใบอนุญาต โดยออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2522) ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2522 กำหนดให้ถ่านไม้ทุกชนิดเป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตในการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พร้อมกับได้จัดระเบียบในการอนุญาตให้ส่งออกตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดมาตรการจัดระเบียบในการส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักรฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2522) ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2522 และต่อมาเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและรวดเร็วให้แก่ผู้ขออนุญาตส่งออก กรมการค้าต่างประเทศได้กำหนดหลักฐานที่ต้องยื่นประกอบคำขออนุญาตส่งออกถ่านไม้ป่าชายเลน และถ่านไม้ยางพารา ตามประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง การส่งถ่านไม้ออกไปนอกราชอาณาจักร ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2529 และในปี 2542 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การอนุญาตส่งออกถ่านไม้ยูคาลิปตัส ตามประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง การอนุญาตให้ส่งถ่านไม้ยูคาลิปตัสออกไปนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2542 ลงวันที่ 1 เมษายน 2542 ประกาศทั้ง 4 ฉบับ ดังกล่าวข้างต้นในข้อ 2.1.4 นี้ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ถึงปัจจุบัน ซึ่งจะได้กล่าวถึงรายละเอียดในเรื่องขอบเขตการควบคุม หลักเกณฑ์การอนุญาตและหลักฐานประกอบการพิจารณาต่อไป 1.2 ขอบเขตการควบคุม ถ่านไม้ทุกชนิด เป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตในการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2522) ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2522 [4] การส่งออกถ่านไม้จึงต้องมีใบอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ประกอบพิธีการส่งออก แต่มาตรการดังกล่าวไม่ใช้บังคับแก่กรณีดังต่อไปนี้ (สามารถส่งออกได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาต) 1) กรณีที่นำติดตัวออกไปเพื่อใช้เฉพาะตัว 2) กรณีที่ยานพาหนะนำออกไปเพื่อใช้ในยานพาหนะนั้น ๆ 3) กรณีที่นำออกไปเพื่อเป็นตัวอย่างเท่าที่จำเป็น นอกจากจะมีข้อยกเว้นของมาตรการทั้ง 3 กรณีดังกล่าวข้างต้น ซึ่งได้ระบุไว้ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ฯ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2522) แล้ว ในการจัดระเบียบการอนุญาตให้ส่งออกตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดมาตรการจัดระเบียบในการส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2522) ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2522 ได้กำหนดให้การส่งถ่านไม้ยางพาราออกไปนอกราชอาณาจักรทางด่านศุลกากรสะเดาและเบตง ให้ส่งออกไปได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งส่งผลให้เกิดเป็นข้อยกเว้นของมาตรการเพิ่มขึ้นอีกกรณีหนึ่ง (แผ่นภาพที่ 2) 1.3 หลักเกณฑ์การอนุญาตและหลักฐานประกอบการพิจารณา (แผ่นภาพที่ 2) 1.3.1 กระทรวงพาณิชย์ได้ออกประกาศกำหนดมาตรการจัดระเบียบในการส่งถ่านไม้ออกไปนอกราชอาณาจักรไว้ดังนี้ [5] (1) การส่งถ่านไม้ยางพาราออกทางด่านศุลกากรสะเดาและเบตง ให้ส่งออกได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ (2) การส่งออกถ่านไม้ชนิดอื่น หรือการส่งถ่านไม้ยางพาราออกทางด่านศุลกากรอื่นนอกเหนือจากด่านศุลกากรสะเดาและเบตง จะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ก่อน 1.3.2 ถ่านไม้ที่ต้องขออนุญาตส่งออกตามข้อ 2.3.1 (2) ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์อนุญาตให้ส่งออกได้เพียง 4 ชนิด คือ ถ่านไม้ป่าชายเลน ถ่านไม้ยางพารา ถ่านไม้ยูคาลิปตัสและถ่านขี้เลื่อยอัดแท่ง ส่วนถ่านไม้ชนิดอื่นยังไม่มีการอนุญาตให้ส่งออก 1.3.3 ในการอนุญาตให้ส่งออกถ่านไม้ทั้ง 4 ชนิดดังกล่าวข้างต้น ผู้ขออนุญาตต้องแสดงหลักฐานประกอบการพิจารณาดังนี้ (1) ถ่านไม้ป่าชายเลน และถ่านไม้ยางพารา ต้องแสดงหลักฐานการซื้อขายกับต่างประเทศ และใบเบิกทางจากกรมป่าไม้ [6] (2) ถ่านไม้ยูคาลิปตัส ต้องแสดงหลักฐานการซื้อขายกับต่างประเทศ [7] และหนังสือรับรองถ่านไม้จากการเผาไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองจากกรม ป่าไม้ [8] (3) ถ่านขี้เลื่อยอัดแท่ง ต้องแสดงหลักฐานการซื้อขายกับต่างประเทศ [9] เพียงประการเดียวโดยไม่ต้องแสดงหลักฐานจากกรมป่าไม้ หรือหลักฐานจากส่วนราชการอื่นใด ทั้งนี้เป็นแนวปฏิบัติ โดยจะพิจารณาอนุญาตให้ส่งออกเป็นการทั่วไปไม่จำกัดปริมาณ (ไม่มีประกาศหรือระเบียบกำหนดเรื่องหลักเกณฑ์การอนุญาตไว้) 1.4 ผู้มีอำนาจในการอนุญาต (แผ่นภาพที่ 3) ด้วยประกาศกระทรวงพาณิชย์ฯ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2522) ที่กำหนดมาตรการควบคุมการส่งออกถ่านไม้ ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5(2) แห่งพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จึงมีอำนาจในการอนุญาตให้ส่งถ่านไม้ทุกชนิดที่ควบคุมออกไปนอกราชอาณาจักรได้ ทั้งยังมีอำนาจในการมอบหมายให้ผู้อื่นเป็นผู้พิจารณาอนุญาตแทน ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งกำหนดว่า เมื่อได้มีประกาศกำหนดสินค้าใดให้เป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตในการส่งออกหรือในการนำเข้าตามมาตรา 5(2) แล้ว ห้ามมิให้ผู้ใดส่งออกหรือนำเข้าซึ่งสินค้านั้น เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มอบหมาย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายอำนาจการพิจารณาอนุญาตส่งออกถ่านไม้ให้แก่ (1) อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ [10] (2) ผู้ว่าราชการจังหวัด (กระบี่ พังงา สตูล ตรัง) อนุญาตส่งออกเฉพาะถ่านไม้ป่าชายเลนและถ่านไม้ยางพารา [11] เพื่อเป็นการกระจายอำนาจหน้าที่ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศได้มอบหมายให้หน่วยงานของกรมการค้าต่างประเทศเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้ส่งออกถ่านไม้ (เฉพาะถ่านไม้ยางพารา ถ่านไม้ป่าชายเลน ถ่านไม้ยูคาลิปตัส และถ่านขี้เลื่อยอัดแท่ง) [12] ดังนี้ (1) สำนักบริหารการนำเข้าส่งออก (ปัจจุบันคือ สำนักบริการการค้าต่างประเทศ) (2) สำนักงานการค้าต่างประเทศในส่วนภูมิภาคทุกแห่ง (เชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี สงขลา และสระแก้ว) 1.5. สถิติการอนุญาตส่งออก 1.5.1 ปริมาณและมูลค่าการส่งออก ตามสถิติการอนุญาตส่งออกถ่านไม้ของกรมการค้าต่างประเทศ (ตารางที่ 1) ตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา ปรากฏว่าในปี 2541-2543 การส่งออกมีแนวโน้มลดลงโดยตลอด โดยในปี 2541 อนุญาตให้ส่งออกปริมาณ 3,843.96 ตัน มูลค่า 47.74 ล้านบาท ลดลงเหลือปริมาณ 1,057.45 ตัน มูลค่า 14.73 ล้านบาทในปี 2543 ในปี 2544 การส่งออกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปี 2543 โดยอนุญาตให้ส่งออกปริมาณ 1,762.49 ตัน มูลค่า 22.81 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2543 ประมาณร้อยละ 67 และร้อยละ 55 ของปริมาณและมูลค่าตามลำดับ แต่สำหรับในปี 2545 การส่งออกกลับมีแนวโน้มลดลงจากปี 2544 โดยอนุญาตให้ส่งออกปริมาณ 1,507.85 ตัน มูลค่า 20.46 ล้านบาท ลดลงจากปี 2544 ประมาณร้อยละ 14 และร้อยละ 10 ของปริมาณและมูลค่าตามลำดับ ซึ่งถ่านไม้ที่ส่งออกมากที่สุดได้แก่ ถ่านไม้ป่าชายเลน
1.5.2 ตลาดส่งออก ตามสถิติการอนุญาตส่งออกถ่านไม้ (ตารางที่ 2) ในปี 2545 ตลาดส่งออกถ่านไม้ที่สำคัญได้แก่ ญี่ปุ่น รองลงมาคือ ไต้หวัน และฮ่องกง โดยมีมูลค่า 14.09, 2.66, และ 1.53 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 68.87, 13.00 และ 7.48 ตามลำดับ
ข้อสังเกต (1) ถ่านไม้ป่าชายเลนที่อนุญาตให้ส่งออก (ตารางที่ 1) ส่วนใหญ่เป็นถ่านไม้ที่นำเข้ามาจากพม่า สำหรับป่าชายเลนในประเทศไทย แม้ปัจจุบันจะยังไม่ได้ยกเลิกสัมปทานเช่นเดียวกับป่าบก แต่รัฐบาลก็มีนโยบายไม่ให้ต่ออายุสัมปทาน ปัจจุบันจึงเป็นช่วงที่ผ่อนผันให้ทำได้จนครบอายุสัมปทาน จึงยังคงมีการเผาถ่านไม้ป่าชายเลนของประเทศไทยกันอยู่บ้าง (2) ในระยะที่ผ่านมาไม่เคยมีการอนุญาตให้ส่งออกถ่านไม้ยางพารา เนื่องจากหลักฐานที่กำหนดให้ผู้ขออนุญาตนำมาแสดงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ซึ่งจะกล่าวต่อไป เรื่อง ปัญหาเกี่ยวกับหลักฐานประกอบการพิจารณา สำหรับสถิติการส่งออกถ่านไม้ยางพาราในปี 2545 (ตารางที่ 1) เป็นสถิติการอนุญาตให้ส่งออกถ่านไม้ยางพาราไปมาเลเซียของจังหวัดสตูล ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ให้เป็นผู้พิจารณาอนุญาตได้ ตามหนังสือกระทรวงพาณิชย์ ด่วนมาก ที่ พณ 0305/5908 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2522 โดยหลักเกณฑ์การพิจารณาอนุญาตกำหนดไว้เฉพาะถ่านไม้ป่าชายเลนที่ผู้ส่งออกต้องเป็นผู้ที่ได้รับสัมปทานและได้รับอนุญาตเก็บของป่า สำหรับถ่านไม้ยางพาราไม่ได้กล่าวถึงมีเพียงต้องแสดงหลักฐานการตกลงซื้อขายกับต่างประเทศ และในการพิจารณาอนุญาตให้คำนึงถึงปริมาณการผลิตและภาวะการขาดแคลน หรือการที่ถ่านไม้ในจังหวัดมีราคาสูงเป็นหลักในการพิจารณา โดยควรจะอนุญาตให้ส่งออกได้ไม่เกินกำลังผลิตและราคาถ่านที่ส่งออกจะต้องไม่ต่ำเกินสมควร ซึ่งหลักเกณฑ์นี้จะมีความแตกต่างไปจากหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ส่งออกถ่านไม้ที่ได้กำหนดขึ้นภายหลัง ตามประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง การส่งถ่านไม้ออกไปนอกราชอาณาจักร ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2529 ที่กำหนดให้การอนุญาตให้ส่งออกถ่านไม้ยางพาราต้องมีใบเบิกทาง โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้มีการพิจารณาทบทวนในเรื่องการมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดให้สอดคล้องกับหลักฐานประกอบการพิจารณาที่กำหนดขึ้นใหม่นี้แต่อย่างใด (3) การส่งออกถ่านไม้พิกัดฯ 44.02 ตามสถิติกรมศุลกากร (ตารางที่ 3) ปรากฏว่าในปี 2541-2543 การส่งออกมีแนวโน้มลดลง และในปี 2544 การส่งออกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปี 2543 เช่นเดียวกับการส่งออกตามสถิติการอนุญาตของกรมการค้าต่างประเทศ แต่สำหรับในปี 2545 การส่งออกตามสถิติกรมศุลกากรจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่างจากการอนุญาตส่งออกตามสถิติการอนุญาตของกรมการค้าต่างประเทศที่มีแนวโน้มลดลง ซึ่งปริมาณและมูลค่าการส่งออกโดยรวมตามสถิติกรมศุลกากรในทุก ๆ ปี จะสูงกว่าสถิติการอนุญาตของกรมการค้าต่างประเทศ ทั้งนี้ เนื่องจากตามพิกัดอัตราศุลกากรได้รวมถ่านไม้ และถ่านที่ทำจากเปลือกแข็งหรือนัตไว้ในพิกัดเดียวกัน ซึ่งถ่านบางชนิดไม่ได้อยู่ในข่ายควบคุมการส่งออก นอกจากนี้ถ่านไม้ยางพาราที่สามารถส่งออกทางด่านศุลกากรสะเดาและเบตงได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ก็รวมอยู่ในพิกัดเดียวกันนี้ด้วย
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||